| .
ประวัติงานแกะสลัก
ประวัติงานแกะสลักมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในสมัยสมเด็จพระร่วงเจ้า และได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ เรื่องประเพณีพระราชพิธีจองเปรียง ผู้หญิงในวังหลวงมีการเรียนงานบ้านงานเรือนการแกะสลักและสืบทอดต่อกันมาจนกระทั้งลูกหลาน ในปัจจุบันมีการเปิดสอนในสถาบันต่างๆ เช่นโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงเรียนสอนการทำอาหาร โรงเรียนฝึกอาชีพของกทม. และศูนย์ฝึกอาชีพของกทม. เปิดสอนให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ได้ศึกษา และพัฒนาจนเป็นงานธุรกิจแขนงหนึ่ง
ในสมัยกรุงรัตนโกสิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประพันธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง และได้ทรงนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคราวหวาน และเห่ชมผลไม้ตอนหนึ่งว่า
น้อยหน่านำเมล็ดออก ปล้อนเปลือกออกเป็นอัศจรรย์
มือใครไหนจักทัน เทียบเทียมที่ฝีมือนาง
ผลเงาะไม่งามแงะ มล่อนเมล็ดและเหลือปัญญา
หวนเห็นเช่นรจนา จำเจ้าเงาะเพราะเห็นงาม
และในตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องสังข์ทอง บรรยายตอนนางจันทร์แกะสลักชิ้นฟักเป็นเรื่องราวของนางกับพระสังข์ ในตอนหนึ่งว่า
เมื่อนั้น นางจันทร์ชื่นชมสมหมาย
อุตสาห์เหนื่อยยากฝากกาย ให้วิเสททั้งหลายเขาเมตตา
นางต้มแกงแต่งเครื่องเวลาไร ชอบพระทัยลูกรักนักหนา
สมหวังดังจิตที่คิดมา กัลยาจะแกล้งแกงผัก
จึงหยิบยกมาตั้งนั่งฝาน เอาไว้ในจานแล้วเจียนจัก
แกะเป็นรูปองค์นงลักษณ์ เมื่ออยู่กับผัวรักในวัง
ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์
ชิ้นสองท่องเที่ยวเซซัง อุ้มลูกไปยังพนาลัย
ชิ้นสามเมื่ออยู่ยายตา ลูกยาออกช่วยขับไก่
ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร่ ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน
ชิ้นห้าปิตุรงค์ทรงศักดิ์ ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน
ชิ้นหกจ้องจำทำประจาน ให้ประหารค่าฟันให้บรรลัย
ชิ้นเจ็ดสิ้นเรื่องอรทัย ใครใครไม่ทันจะสงกา
ดังนั้น งานศลิปการแกะสลักจึงมีค่าควรแก่การที่จะอนุลักษณ์สืบต่อไปจนถึงลูกหลาน และให้ชาวต่างชาติได้เห็นเอกลักษณ์ความเป็นไทย ความอ่อนช้อยงดงาน ความละเอียดอ่อนประณีต และความอดทนในงานแกะสลักผักและผลไม้ของคนไทยในปัจจุบันมีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ขึ้นมา และมีการจัดงานประกวดในสถานที่ต่าง ๆ เพื่ออนุลักษณ์งานแกะสลักและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา เพื่อให้กับคนรุ่นใหม่สืบต่อไป
|